วันอังคารที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2559

งานเพื่อพระศาสนา

งานเพื่อพระศาสนา

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสติดต่อสัมพันธ์แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหลาย เรื่อง หลายประเด็นกับองค์กรพุทธ ภาคีเครือข่ายและเจ้าคณะพระสังฆาธิการทั่วประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในต่างจังหวัด และแทบไม่น่าเชื่อว่าจะตื่นตัวกันมากมายขนาดนี้
เวลานี้ในหลายภาคส่วนได้ติดต่อขอพูดคุยด้วยเป็นจำนวนมาก นี่เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลานี้
สำหรับการพูดคุยกันนั้น ส่วนใหญ่เริ่มต้นจากการให้กำลังใจ ชื่นชม ท่านทั้งหลายบอกว่าที่ผ่านมานั้น ดีแล้ว เห็นด้วย ขอให้เข้มแข็งและยืนหยัดต่อไปและให้รู้ด้วยว่าการดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ไม่ได้โดดเดี่ยว แต่ยังมีคณะสงฆ์และองค์กรพุทธจำนวนมากให้การสนับสนุน
ส่วนการพูดคุยกันในรายละเอียดนั้น แทบจะเป็นเสียงเดียวกันว่า ให้เดินไปข้างหน้า ให้เดินต่อไป อย่าท้อ อย่าถอย แม้จะมีบางคน บางกลุ่มจ้องโจมตีเล่นงานก็ตาม
ในส่วนของความร่วมมือในการทำงานนั้นพูดได้เพียงคร่าวๆ ว่ามีความชัดเจนมากขึ้นเพราะหลายท่าน หลายองค์กรก็ได้ให้ความร่วมมือในการทำงานด้วยกันมาก่อนแล้ว เพียงแต่คราวนี้ขอให้มีการประสานงานกันให้ชัดเจนและใกล้ชิดยิ่งขึ้น
สำหรับแผนงานที่จะทำในวันข้างหน้า จะสะดวก รวดเร็ว มีประสิทธิภาพและสัมฤทธิ์ผลมากยิ่งขึ้น เพราะมีผู้นำองค์กรภาคีเครือข่ายคณะสงฆ์ที่จะร่วมงานกันชัดเจนเป็นรูปธรรม
ในนามเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ขอกราบขอบคุณและขออนุโมทนาในเมตตาและน้ำใจของทุกท่าน ขอขอบคุณจากใจจริง เพราะเมื่อมีเวลาได้พูดคุยกันก็ได้รับรู้ถึงความรู้สึกนึกคิด ความห่วงใย และความปรารถนาที่จะทำงานร่วมกันโดยไม่หวั่นไหวใดๆทั้งสิ้น
ส่วนตัวมีกำลังใจมาก มากจริงๆ ที่ได้เห็นพลังที่พร้อมจะให้การสนับสนุนและขับเคลื่อนไปด้วยกัน ไม่เคยท้อ ไม่เคยถอย เพราะพวกเรามั่นใจว่า พวกเราได้เสียสละในการทำงานเพื่อพระศาสนาครับ

พระเมธีธรรมาจารย์ (เจ้าคุณประสาร จนฺทสาโร) ‪#‎เจ้าคุณประสาร‬
1 มีนาคม 2559


วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ความเคลื่อนไหวของพระนิสิต นักศึกษา

ความเคลื่อนไหวของพระนิสิต นักศึกษา

ระยะนี้เราจะเห็นความเคลื่อนไหวของพระนิสิต พระนักศึกษาของมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่งออกมาเป็นระยะๆ
ในความเป็นจริงแล้วกลุ่มพระหนุ่มเณรน้อยไม่ได้หลับใหล จำวัดโดยไม่สนใจความเป็นไปของคณะสงฆ์ องค์กรนิสิตทำงาน วิเคราะห์ ประเมินและเฝ้าติดตามสถานการณ์มาโดยตลอด
ข้อเสนอจากสภานิสิต มจร.ให้คณะสงฆ์คว่ำบาตรรัฐบาล เกิดจากความคิดที่ตกผลึกและสะท้อนความเป็นจริงของคณะสงฆ์ให้รัฐบาลได้รับ ทราบ เพราะองค์กรนิสิต มองเห็นว่า
1. มีกลุ่มบุคคล กลุ่มเล็กๆ เคลื่อนไหวโจมตีคณะสงฆ์และมหาเถรสมาคม อย่างต่อเนื่อง ไม่หยุด ไม่สำนึก
2. ฝ่ายรัฐไม่เคยคิดจะยุติปัญหา แต่หล่อเลี้ยงกระแสแห่งความขัดแย้งออกไปไม่มีที่สิ้นสุด
3. ไม่มีความยุติธรรมใดๆจากฝ่ายอำนาจรัฐ ฝ่ายหนึ่งทำอะไรก็ได้ ไม่ผิดแต่อีกฝ่ายหนึ่งทำอะไรก็ผิดไปหมด

จากนี้ไปเราจะเห็นองค์กรพระนิสิต พระนักศึกษา รวมกันทั้งประเทศเพื่อเคลื่อนไหวในกรณีดังกล่าว อย่างทรงพลังต่อไป

พระเมธีธรรมาจารย์ (เจ้าคุณประสาร จนฺทสาโร) ‪#‎เจ้าคุณประสาร‬
29 กุมภาพันธ์ 2559


เราอยู่บนโลกใบนี้ เราต้องอดทนได้ทั้งโลกธรรม

เราอยู่บนโลกใบนี้ เราต้องอดทนได้ทั้งโลกธรรม

ฝ่ายอิฏฐารมณ์ (ฝ่ายพอใจ4) และฝ่ายอนิฏฐารมณ์ (ฝ่ายไม่พอใจ4)
สรรเสริญ นินทา ด่าทอให้ร้าย เป็นเรื่องปกติ อย่าหลงใหลพองตน และอย่าจิตตกเศร้าหมอง

พระเมธีธรรมาจารย์ (เจ้าคุณประสาร จนฺทสาโร)
‪#‎เจ้าคุณประสาร‬



ศาสนา มีความสำคัญมาก

ศาสนา มีความสำคัญมาก ในการช่วยกล่อมเกลาโน้มน้าวจิตใจ และสร้างสำนึกทางศีลธรรมต่อสังคม


ยิ่งบีบ ยิ่งโป่งพอง

ยิ่งบีบ ยิ่งโป่งพอง

 

สถานการณ์ในขณะนี้ อาตมาได้รับแจ้งข่าว บอกเล่า ปรับทุกข์ จากวัด สถานศึกษาของคณะสงฆ์ ในหลายที่หลายแห่งทั่วทุกภูมิภาคว่า บัดนี้ มีทหารเข้าไปสอบถาม ห้ามปรามเพื่อไม่ให้เคลื่อนไหวใดๆ
อาตมาอยากบอกผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองว่า อย่าใช้วิธีการนี้เลย โลกยุคใหม่ โลกแห่งความรู้และข้อมูลข่าวสาร วิธีคิดและการปฏิบัติในระบบอำนาจนิยมแบบเก่าและการใช้กำลังทหารเข้าไปบีบ บังคับนั้น เป็นวิธีการที่ล้าหลัง ไม่พัฒนา และไม่สอดรับกับแนวคิด วิถีชีวิตของคนในสังคมยุคใหม่
ในส่วนของพระสงฆ์นั้นชัดเจน ชัดเจนทั้งในแนวคิดและการปฏิบัติ ไม่มีอะไรซับซ้อนเพราะจุดมุ่งหมายสำคัญที่เข้าใจตรงกันในเวลานี้คือ ร่วมมือร่วมใจกันปกป้องคณะสงฆ์ทั้งสังฆมณฑล
ดังนั้น การออกไปร่วมกันเจริญพระพุทธมนต์ครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 ณ พุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ที่ผ่านมานั้นเป็นเพียงบทเริ่มต้นแห่งคณะสงฆ์ที่พร้อมใจกัน ส่งสัญญาณไปถึงรัฐบาล
นี่เป็นเพียงบทเริ่มต้นในการเคลื่อนย้ายครั้งสำคัญในวงการสงฆ์เท่านั้น เพราะเหตุการณ์ทั้งหลายทั้งปวงจะสงบ และกลับมาปกติได้ก็ด้วยการให้ความเคารพ ให้เกียรติกับสถาบันสงฆ์บ้าง
การแก้ปัญหาจากฝ่ายอำนาจรัฐโดยให้ทหารในพื้นที่เข้าไปบีบ ไปบังคับ ไปสอบถาม ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นหรือคลี่คลายอะไรได้เลย ตรงกันข้ามกลับจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก
ดังนั้น การพูดคุย การเจรจาระหว่างฝ่ายรัฐกับคณะสงฆ์คือการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

พระเมธีธรรมาจารย์ (เจ้าคุณประสาร จนฺทสาโร) ‪#‎เจ้าคุณประสาร‬
27 กุมภาพันธ์ 2559


วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

รัฐบาลยันไม่มีแนวคิดประชาพิจารณ์แต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช

รัฐบาลยันไม่มีแนวคิดประชาพิจารณ์แต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช

 

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าว เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ สรุปความว่า
1. รัฐบาลไม่มีแนวคิดเรื่องการทำประชาพิจารณ์การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช
2. ปัญหาของพระให้พระจัดการกันเอง บนพื้นฐานที่ไม่ขัดแย้งกัน
3. การแก้ปัญหาให้ยึดหลักกฎหมาย และระเบียบเป็นที่ตั้ง

ในความเป็นจริงแล้วปัจจุบันปัญหาของคณะสงฆ์ไม่ได้เกิดขึ้นแต่ภายในของคณะสงฆ์เองเป็นฐานเริ่มต้นก่อตัวแห่งปัญหา
แต่ปัญหาเกิดจากบุคคลบางกลุ่มบางพวกที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกลุ่มการ เมืองและกลุ่มอำนาจรัฐ เซ็ตเรื่อง เซ็ตระบบ เซ็ตปัญหา เพื่อโยงใยความขัดแย้งทั้งหมดโยนเข้ามาสู่วงการคณะสงฆ์ เพื่อให้คนทั่วไปมองว่าคณะสงฆ์ในปัจจุบันมีแต่ปัญหา มีความขัดแย้ง ซุกของเน่าของเหม็นไว้ใต้พรม เมื่อเป็นแบบนี้แล้วจะต้องได้รับการแก้ไขและปฏิรูปทั้งระบบโดยด่วน
การกระทำของกลุ่มบุคคลดังกล่าวเป้าหมายที่แท้จริงนั้นไม่ได้คิดและหวังดีต่อคณะสงฆ์ตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด
เป้าหมายที่แท้จริงกลับไปอยู่ที่ผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องเป็นสำคัญ ยกตัวอย่าง เช่น ต้องการจะฉีก พ.ร.บ.สงฆ์ ล้มการปกครองคณะสงฆ์โดยมหาเถรสมาคมและนำไปสู่การปกครองภายใต้ พ.ร.บ.สงฆ์ฉบับใหม่ที่พวกเขากำหนดขึ้นมาเอง เช่น พ.ร.บ.พุทธบริษัท เป็นต้น
สำหรับการปฏิบัติการของคนกลุ่มนี้จะมีการจะวางแผนงานอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างเรื่อง สร้างความปั่นป่วนวุ่นวายสับสนดังที่กล่าวมา วิธีการเช่นนี้รัฐบาลมองไม่เห็นว่าเป็นปัญหาหรือวิเคราะห์แยกแยะไม่ออก และแม้กระทั่งหน่วยงานของรัฐด้านการข่าว เช่น การข่าวด้านความมั่นคง ทหาร ตำรวจ ที่มีอยู่ในประเทศนี้จะไม่รายงานข้อเท็จจริงและความเคลื่อนไหวที่ผิด ธรรมชาติเหล่านี้ให้รัฐบาลได้ทราบข้อมูล ข้อเท็จจริงบ้างเลยหรือ
สำหรับ 3 ประเด็นหลักที่ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงนั้นมีข้อน่าสังเกต ดังนี้
1.การทำประชาพิจารณ์ ในเรื่องนี้ปัญหาเกิดจากฝ่ายรัฐบาลโดยแท้ รัฐบาลพูดให้ข่าวตั้งแต่ต้น เช่น เรื่องดีเบตพระ เวลานี้ก็เรื่องการทำประชาพิจารณ์ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช พอถูกท้วงติงจากพระสงฆ์และหลายภาคส่วน โฆษกก็ออกมาแก้ข่าวว่า ไม่เคยมีแนวคิดในเรื่องนี้ ทั้งที่ฝ่ายรัฐเป็นฝ่ายออกมาพูด สำหรับกรณีการทำประชาพิจารณ์ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช แค่คิดก็เป็นตลกร้ายในวงการสงฆ์แล้ว
2.ปัญหาของพระให้พระจัดการกันเอง บนพื้นฐานที่ไม่ขัดแย้ง ในเรื่องดังกล่าว ถ้าเป็นปัญหาภายในของคณะสงฆ์จริงๆ และพระรูปนั้นยอมรับกฎหมายสงฆ์ กฎหมายบ้านเมือง คณะสงฆ์ก็สามารถจะบริหาร จัดการและแก้ปัญหาภายในนี้ได้ แต่ปัจจุบันปัญหาเรื่องนี้ ทั้งเรื่องตัวบุคคลและเรื่องราวทั้งปวงที่บานปลายมาจนทุกวันนี้เริ่มต้นมา จากเรื่องการเมือง กลุ่มการเมืองและโยงใยร้อยรัดถึงอำนาจฝ่ายรัฐ ฝ่ายที่มีอำนาจรัฐอยู่ในมือในขณะนี้
ข้อเสนอง่ายๆ ที่สามารถทำได้ ทำได้เลยและหยุดชะงักยับยั้งได้ทันทีก็คือ ให้ "รัฐบาลกระซิบบอกพระบางรูปและคนบางคนให้หยุดสร้างความขัดแย้งในวงการสงฆ์ได้ แล้ว" ให้หยุดทันที วิธีนี้ง่ายที่สุด ดีที่สุด เห็นผลในทันที ดีกว่าวิธีที่โฆษกประจำสำนักนายกฯ เสนอมาเสียอีก..ดีกว่าเยอะ
3.การแก้ปัญหา ให้ยึดหลัก พ.ร.บ.สงฆ์ กฎหมาย พระธรรมวินัย และยังพูดย้ำอีกว่า ทั้งพระภิกษุ ข้าราชการ และประชาชน ถ้าทำผิดกฎหมาย ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกัน
ประเด็นนี้สำคัญมาก สำคัญจริงๆ อยากถามไปที่ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีว่า ใครกันเล่าที่เพิกเฉย ละเลย ไม่ปฏิบัติตามทั้ง พ.ร.บ.สงฆ์ กฎหมายและพระธรรมวินัย
ใคร คนใด กลุ่มไหน ตอบได้หรือไม่ ตอบได้ไหม ?
ย้ำอีกครั้ง สำหรับคำพูดหรือวลีเด็ดที่ว่า "ทั้งพระภิกษุ ข้าราชการและประชาชน ถ้าทำผิดกฎหมาย ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกัน" ขอให้ทุกฝ่ายจดจำและท่องวลีนี้ให้ขึ้นใจ
สิ่งสำคัญที่สุด ที่คนมองเห็นและรับรู้ได้อย่างเป็นรูปธรรมในประเทศนี้คือ การปฏิบัติหรือการกระทำ ไม่ใช่คำพูด ไม่ใช่วจีที่ไพเราะ แต่ไม่ได้ปฏิบัติตาม กฎหมายในประเทศนี้จะต้องอำนวยความยุติธรรมกับทุกคนทุกฝ่ายอย่างเสมอภาคกัน ไม่เว้นพระเว้นโยม ไม่เว้นพรรคเว้นพวก ไม่เว้นแม้แต่คนที่มีบุญคุณเกื้อหนุนกันมาให้ขึ้นสู่ตำแหน่งหน้าที่ และไม่เว้นแม้แต่อาจารย์ของตนเอง ไม่มีข้อยกเว้นจริงๆ
โปรดอย่าเลือกปฏิบัติ หรือบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มแข็งเอาจริงเอาจังกับคนบางคนบางกลุ่ม แล้วแกล้งเพิกเฉย ละเลยไม่บังคับใช้กับบางกลุ่มบางพวก จนกลายเป็นปัญหาใหญ่โตของประเทศและลุกลามเข้ามาสู่วงการสงฆ์เหมือนใน ปัจจุบัน
บ้านเมืองต้องมีความยุติธรรม (อวิโรธนะ) พระภิกษุ ข้าราชการและประชาชน จะต้องได้รับการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเสมอภาคกันอย่างแท้จริง ไม่ใช่สักแต่พูด ไม่เช่นนั้น ความสงบ ปรองดองและสันติ จะไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นในประเทศนี้อย่างแน่นอน

พระเมธีธรรมาจารย์ (เจ้าคุณประสาร จนฺทสาโร) ‪#‎เจ้าคุณประสาร‬
26 กุมภาพันธ์ 2559


กรณีพระสงฆ์แสดงเจตจำนงแสดงตนจะไปร่วมเป็นพระผู้ต้องหา

กรณีพระสงฆ์แสดงเจตจำนงแสดงตนจะไปร่วมเป็นพระผู้ต้องหา

 

 

จากกรณีที่พระสงฆ์ส่วนใหญ่แสดงเจตจำนงมาที่อาตมาจำนวนมากว่า หากตำรวจมีหมายเรียกมาถึงอาตมาวันไหน เมื่อไหร่ จะไปรวมตัวกันที่ สภ.พุทธมณฑล เพื่อให้ดำเนินคดีด้วยกัน เพราะท่านเหล่านั้นก็ไปร่วมเจริญพระพุทธมนต์เช่นเดียวกัน
เมื่อข่าวนี้ปรากฏออกไป มีบางคน บางท่าน กล่าวหาอาตมาต่างๆนาๆ เช่นกล่าวหาว่าข่มขู่ ปลุกระดม เป็นต้น ... แปลก แปลกจริงๆ
ที่ว่าแปลกคือขณะนี้จะเรียกว่า อาตมาโดน (ไม่อยากเรียกว่าถูกข่มขู่ คุกคาม) มาทุกรูปแบบ พระที่ไปร่วมเจริญพระพุทธมนต์หลายวัดในต่างจังหวัด มีเจ้าหน้าที่ทหารเข้าไปประกบสอบถามถึงในวัด ในอาราม
ทหารถามว่า ท่านได้ไปร่วมชุมนุมในวันนั้นไหม และได้นำพาพระเณรไปร่วมด้วยหรือเปล่า
สำหรับญาติโยมที่ติดตามพระสงฆ์ไปด้วยความเป็นห่วง และนำอาหารเพลไปถวายในฐานะพุทธศาสนิกชน กลับได้รับผลตอบแทนที่น่าเป็นห่วงยิ่งเพราะขณะนี้พวกเขาถูกคุกคามในหลายรูป แบบและเจ้าหน้าที่ตำรวจในหลายท้องที่ก็เริ่มทยอยออกหมายเรียกเป็นรายคน
ขณะนี้พระสงฆ์ที่ไปร่วมเจริญพระพุทธมนต์ในวันนั้นจึงรู้สึกอัดอั้นตันใจ ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากฝ่ายอำนาจรัฐ ทั้งที่มีข้อตกลงร่วมกันด้วยดีกับฝ่ายรัฐบาลและเมื่อมีข้อตกลงร่วมกันแล้ว จึงเดินทางกลับด้วยความสงบเรียบร้อย
สำหรับคณะสงฆ์ส่วนใหญ่ที่แสดงเจตจำนงที่จะปฏิบัติตามและยอมรับกฎหมายบ้าน เมืองในครั้งนี้ กลับถูกกล่าวหา ด่าทอว่าข่มขู่ ปลุกระดม สร้างความแตกแยกหรือแม้กระทั่งท้าทายอำนาจรัฐ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วจะให้ปฏิบัติอย่างไร...
จะให้ปฏิบัติอย่างไร ช่วยบอกที

อาตมาและคณะสงฆ์เดินตามกรอบ ตามระเบียบแบบแผน ตามกฎหมายบ้านเมืองทุกประการ แต่กลับถูกใส่ร้ายป้ายสี ถูกกล่าวหา ถูกมองด้วยอคติ มองว่าเป็นนักเลงท้าทายอำนาจรัฐ
ทั้งหมดทั้งปวงนี้ อาตมาจึงบอกว่า วันนี้เราไม่ได้รับความเป็นธรรมจากทุกฝ่าย จึงต้องแสวงหาความเป็นธรรมในบ้านเมืองนี้ต่อไป แม้จะริบหรี่เต็มทีก็ตาม

พระเมธีธรรมาจารย์ (เจ้าคุณประสาร จนฺทสาโร) ‪#‎เจ้าคุณประสาร‬
24 กุมภาพันธ์ 2559


การทำลายความน่าเชื่อถือ

การทำลายความน่าเชื่อถือ


ในกรณีที่คณะสงฆ์จำนวนมากออกไปร่วมกันเจริญพระพุทธมนต์ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 ณ ศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก พุทธมณฑล อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม เพื่อร่วมกันออกสังฆมติ ในการปกป้องคณะสงฆ์ มหาเถรสมาคมตามที่ทราบนั้น
การออกไปรวมกันแสดงสังฆมติและเจริญพระพุทธมนต์ครั้งใหญ่ในครั้งนั้น พระสงฆ์ไม่มีวาระ ไม่มีเงื่อนไข ออกเดินทางกันไปเอง ไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ
ในอีกฟากฝั่งหนึ่ง มีบุคคล คณะบุคคล บางกลุ่ม บางพวกได้วางแผนและพยายามทุกวิถีทางที่จะขัดขวางการเจริญพระพุทธมนต์ของคณะสงฆ์ให้ได้
เบื้องต้นคนพวกนี้มีเป้าหมายว่า ถึงอย่างไรก็จะไม่ยินยอมให้พระจำนวนมากขนาดนี้ ไปรวมกันเพื่อเจริญพระพุทธมนต์ให้ได้ ต้องขัดขวางให้ถึงที่สุด
สายๆ ของวันที่ 15 กุมภาพันธ์ เมื่อเห็นว่าจำนวนพระมากขึ้นๆ จนไม่สามารถจะทานพลังแห่งศรัทธานี้ไปได้ เพราะพระสงฆ์ทั้งปวงล้วนเดินทางมาด้วยความบริสุทธิ์ใจ มาด้วยความสงบเรียบร้อย
เมื่อแผนแรกไม่ประสบความสำเร็จ แผนที่สอง จึงเริ่มขึ้นตามที่ได้เตรียมไว้
สำหรับแผนที่สอง นั้นคือการทำลายความน่าเชื่อถือของพระสงฆ์ทั้งปวง โยนบาป โยนผิด ทำลายความน่าเชื่อถือด้วยยุทธวิธีต่างๆ วิธีการแบบนี้เคยทำสำเร็จมาแล้วทางการเมือง และเคยใช้ได้ผลมาแล้วในหลายที่ หลายสถานการณ์
แผนบาปในการทำลายพระสงฆ์จึงเริ่มต้นขึ้น
1.เตรียมชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งไว้สำหรับสร้างเรื่อง สร้างความปั่นป่วนวุ่นวาย แต่ให้แฝงตัวมาเป็นโยมที่หวังดีต่อพระสงฆ์มาร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์
2.เตรียมชายกลุ่มหนึ่งไว้โดยให้โกนผม ในทันทีทันใด ในเวลาที่เร่งรีบ จัดหาจีวร สบง จากร้านสังฆภัณฑ์มาเตรียมการไว้ให้ทันเวลา เสร็จแล้วให้นุ่งสบง ห่มจีวร (ชัดเจนว่าคนบาปพวกนี้พึ่งโกนผม ทั้งที่ยังไม่ถึงวันโกน ห่มจีวรก็ไม่เป็น แต่ปฏิบัติการได้อย่างคล่องแคล่ว ว่องไว ราวกับว่าได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี) ออกมาร่วมเจริญพระพุทธมนต์กับคณะสงฆ์กลุ่มใหญ่
ในขณะที่ฝ่ายวางแผน วางยุทธศาสตร์ได้เตรียมการไว้หมดแล้ว การเตรียมการในครั้งนี้ คือการร่วมมือกันของฝ่ายบาปทุกฝ่าย (ยกเว้นคณะสงฆ์เท่านั้นที่ไม่รู้เรื่องอะไร) วางแผน เซ็ตระบบ เตรียมการปล่อยภาพ ปล่อยคลิป พร้อมข้อความเพื่อประชาชนและสื่อกระแสหลักจะได้รับรู้และนำออกไปเผย แพร่อย่างรวดเร็ว
และแล้วเหตุการณ์ การสร้างเรื่อง สร้างสถานการณ์ในครั้งนี้ ก็ประสบความสำเร็จตามที่พวกเขาวางแผนไว้ พวกเขาจงใจสร้างเรื่องให้เกิดขึ้น เป็นระหว่างพระปลอมปะทะกับทหาร พระปลอมอาละวาดทำร้ายทหาร พระปลอมด่าทอกับทหาร
ทั้งหมดทั้งปวงเพื่อโยงใยถักทอเรื่องราวให้พระจริงที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์เข้ามาอยู่ในเหตุการณ์ด้วย
และเมื่อความเสียหายเกิดขึ้น ผู้คนได้เห็นภาพจะๆ สื่อได้ภาพข่าว ก็จะนำไปสู่การด่าทอโจมตีพระ ให้ร้ายพระ ในที่สุดก็โยนบาปให้เห็นว่า นี่ไง..แท้จริงพระพวกนี้เป็นม็อบการเมือง ป่าเถื่อน ไม่อยู่ในสมณวิสัย ไม่น่าเคารพกราบไหว้
อนิจจา น่าสงสารพระจริงที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของฝ่ายอธรรมเอาเสียเลย
เมื่อสร้างรอยบาปประทับให้พระสงฆ์ทั้งปวงแล้ว แผนการต่อไปก็คือการเล่นสงครามสื่อ โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ทั้งหลาย มีการปล่อยภาพ ปล่อยคลิป ปล่อยเสียง และปล่อยข่าว เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของผู้คน เพื่อทำลายพระสงฆ์ที่ไปเจริญพระพุทธมนต์ และเพื่อให้สื่อทั้งโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และสื่ออื่นๆพาดหัวข่าวไปในทางเดียวกัน
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ณ วันที่ 15 กุมภาพันธ์เป็นต้นมา สื่อหลายสำนัก สื่อออนไลน์ และปฏิกิริยาของผู้คนจึงค่อนข้างจะออกไปทิศทางเดียวกัน
เมื่อภาพลักษณ์ในสายตาสาธารณชนเสียหายอย่างรุนแรง สำหรับพิธีเจริญพระพุทธมนต์ในครั้งนี้ ความชอบธรรมจึงไม่เกิด
จำนวนของพระที่ออกไปมากมายเป็นประวัติศาสตร์ สังฆมติที่จะปกป้องคณะสงฆ์ ก็เบาบางลง และกลับกลายเป็นภาพม็อบพระป่าเถื่อนไปในที่สุด สมใจคนบาปที่สร้างเรื่องสร้างราว สร้างมลทินให้พระสงฆ์
แต่วันนี้ความจริงเริ่มปรากฏ บุญ มี บาป มี สวรรค์มีตา ใคร ผู้ใดได้ก่อกรรมทำเข็ญอะไรไว้ กรรมย่อมตอบสนอง
วันนี้สื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ที่ทนเห็นความอยุติธรรมไม่ได้ พวกเขาเหล่านั้นจึงเริ่มออกมาเปิดเผยความจริง
ความจริงในอีกด้านหนึ่งที่ผู้คนยังไม่เคยพบเห็นมาก่อน พวกเขาสงสารพระสงฆ์ที่ไปด้วยเจตนาบริสุทธิ์ พวกเขาจึงเริ่มเปิดเผยความจริงออกมาว่า ใคร กลุ่มไหน เป็นคนวางแผนการอันชั่วร้ายนี้ โดยมีกองบัญชาการใหญ่บัญชาการอยู่ตรงไหนและใครคือคนใจบาปคนนั้นที่ปลอมตัวมา เป็นพระเพื่อมาทำลายพระสงฆ์ มาสร้างบาปให้พระสงฆ์ ใครคือคนๆ นั้น ใครกำกับบท ความจริงทั้งหมดจึงถูกเปิดเผยออกมา และความจริงเหล่านั้น จึงกำลังไล่ล่าใกล้ตัวพวกเขาประชิดตัวทั้งขบวนการ ไล่ล่าเข้าไปเรื่อยๆ จนเกือบจะจนมุมอยู่แล้ว
นี่คือความจริงที่กำลังถูกเปิดเผย กรรมติดจรวด ขอให้ทุกท่านติดตามเรื่องนี้อย่ากระพริบตา อย่ากระพริบตา เพราะนวนิยายเรื่อง "คนบาป" ยังมีอีกหลายตอน โปรดคอยติดตาม…
พระเมธีธรรมาจารย์ (เจ้าคุณประสาร จนฺทสาโร) ‪#‎เจ้าคุณประสาร‬
25 กุมภาพันธ์ 2559


ผู้ต้องหาคดีเจริญพระพุทธมนต์

ผู้ต้องหาคดีเจริญพระพุทธมนต์

 

จากกรณีที่ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 (ผบช.ภ.7) ได้ให้สัมภาษณ์ว่าจะมีหมายเรียกมาถึงอาตมาและผู้เกี่ยวข้อง ต่อเหตุการณ์ที่พุทธมณฑล เมื่อวันที่ 15 ก.พ. ที่ผ่านมา
โดยผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 (ผบช.ภ.7) กล่าวว่า จะแจ้งข้อกล่าวหาใน 4 ข้อหาคือ ละเมิด พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ ใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและหมิ่นประมาท
และพนักงานสอบสวนจะสรุปส่งภายในวันที่ 27 ก.พ.นี้
ในเรื่องดังกล่าว อาตมาขอยืนยันว่าการมาของพระสงฆ์ทั้งประเทศเป็นการมาโดยชอบ เพราะพระสงฆ์ทั้งหลายทนไม่ได้ต่อกรณีที่รัฐบาลปล่อยให้กลุ่มบุคคลเพียงหยิบ มือเดียว สร้างเรื่อง สร้างเหตุการณ์ เพื่อขัดขวางการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช และถือโอกาสด่าทอ จาบจ้วงพระมหาเถระผู้ใหญ่ และมหาเถรสมาคมอย่างไร้ หิริ โอตัปปะ
การที่พระสงฆ์จำนวนมากออกมาเจริญพระพุทธมนต์ด้วยสันติ และยื่นข้อเสนอที่เป็นการปกป้องคณะสงฆ์และก็ยินยอมเดินทางกลับด้วยความสงบ เรียบร้อย และในส่วนของรัฐบาลนั้นก็ออกมารับข้อเรียกร้องและรับปากว่าจะดำเนินการให้ โดยไม่มีกรอบเวลาเป็นเครื่องผูกมัด เอาความเหมาะสม พอสมควร เป็นที่ตั้ง ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดก็น่าจะเดินไปได้ด้วยดี
แต่บัดนี้ปรากฏเสมือนหนึ่งว่า อาตมาและคณะสงฆ์ในวันนั้นถูกหักหลังอย่างรุนแรง เพราะกลายเป็นว่า ต่อจากนี้ไปจะได้เป็นผู้ต้องหาอย่างเต็มตัว มีข้อกล่าวหาติดตามมายาวเป็นหางว่าว
จากกรณีร่วมกันเจริญพระพุทธมนต์ การต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยในเวลานี้ ถ้าเป็นช่วงเวลาที่ประเทศชาติปกติและกฎหมายศักดิ์สิทธิ์ พร้อมที่จะอำนวยความยุติธรรมกับทุกคน ทุกฝ่าย ไม่เลือกข้าง ก็ยังพอไหว แต่ทุกวันนี้สถานการณ์ในกระบวนการยุติธรรม เป็นอย่างไร พึ่งได้หรือไม่ ผู้คนก็พอมองเห็น
การออกมาข่มขู่ คุกคาม และจะเล่นงานด้วยวิธีการแบบนี้ แบบที่กำลังทำกันอยู่ในปัจจุบัน ไม่สามารถหยุดยั้งพระสงฆ์กลุ่มใหญ่ในประเทศนี้ได้หรอก ตรงกันข้ามมีแต่จะเพิ่มไฟให้กระพือโหมไหม้ให้วายวอดมากยิ่งขึ้น การกระทำแบบนี้ เป็นการปฏิบัติต่อคนในชาติแบบสองมาตรฐานอย่างแท้จริง
ขณะนี้ พระสงฆ์จำนวนมากที่เดินทางไปร่วมเจริญพระพุทธมนต์ที่พุทธมณฑลในวันนั้น ได้แสดงเจตจำนงมาที่อาตมาเป็นจำนวนมากว่า ถ้ามีหมายเรียกมาถึงอาตมาเมื่อไหร่ วันไหน ทุกรูปจะขอไปแสดงตนให้ล้นโรงพักพุทธมณฑล ในวันนั้น เพื่อจะไปแสดงตนเป็นพระผู้ต้องหาร่วมในคดีเจริญพระพุทธมนต์ดังกล่าว และยอมให้จับกุมคุมขังพระสงฆ์หมู่ใหญ่ด้วยกันทั้งหมดในวันนั้น
จึงได้แต่หวังว่ารัฐบาลจะมีสติ ไตร่ตรอง ใคร่ครวญมองอะไรให้รอบคอบ เพื่อจะได้ไม่กลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวไปในที่สุด
พระเมธีธรรมาจารย์ (เจ้าคุณประสาร จนฺทสาโร) ‪#‎เจ้าคุณประสาร‬
23 กุมภาพันธ์ 2559

 

การปฏิบัติตน การไหว้พระสวดมนต์

 

 

การปฏิบัติตน การไหว้พระสวดมนต์ การแผ่เมตตาเพื่ออุทิศให้ก็เป็นหลักสำคัญที่เราเองได้ขัดเกลาจิตใจของเรา

 

 

การขัดเกลาจิตใจของเรา เราเองก็ได้ทำประโยชน์ ได้ฝึกปฏิบัติ





การขัดเกลาจิตใจของเรา เราเองก็ได้ทำประโยชน์ ได้ฝึกปฏิบัติ

ความจำเป็นที่จะต้อง สถาปนาสมเด็จพระสังฆราช

ความจำเป็นที่จะต้อง สถาปนาสมเด็จพระสังฆราช

 

มีบางท่านให้ความเห็นว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องมีสมเด็จพระสังฆราชก็ได้ ให้ปกครองกันเองตามพระธรรมวินัย
ในความเป็นจริงแล้วก่อนที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า ธรรมวินัยที่ตถาคตตรัสไว้แล้ว จะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย ความหมายก็คือให้พุทธบริษัทยึดถือปฏิบัติตามพระธรรมวินัย
ในขณะเดียวกันพระองค์ก็ไม่ได้ทรงห้ามไม่ให้มีหัวหน้าสงฆ์ ภายหลังที่พระองค์ปรินิพพานไปแล้ว พระมหากัสสปเถระ พระป่าที่เป็นเอตทัคคะด้านธุดงค์ ก็ได้เป็นประธานสงฆ์ในการสังคายนาครั้งที่ 1 เหตุจากที่พระชรารูปหนึ่งกล่าวจาบจ้วงพระพุทธองค์และพระธรรมวินัย
หลังจากนั้นพระสงฆ์สาวกก็ช่วยกันประกาศเผยแผ่หลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาให้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น
พุทธศตวรรษที่ 3 สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช พระพุทธศาสนาในชมพูทวีปเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด มีการส่งสมณทูต 9 สายไปเผยแผ่พระศาสนาในต่างถิ่นต่างแดน หนึ่งในนั้นก็คือสุวรรณภูมิ ที่มีพระโสณะ พระอุตตระ เป็นหัวหน้าทีมนำมา
จะเห็นได้ว่าความจำเป็นของการมีหัวหน้า ประมุข ประธานสงฆ์นั้น มีความจำเป็นในแง่การบริหาร การจัดการองค์กร เพื่อประสิทธิผลในการศึกษาและเผยแผ่พระพุทธศาสนา
ประเทศไทยในปัจจุบัน ประมุขสูงสุดในทางคณะสงฆ์ เรียกชื่อว่า สมเด็จพระสังฆราช
ลาว เรียกว่า ประมุขสงฆ์
ศรีลังกา เรียก มหานายกะ
กัมพูชา เรียก สังฆราช เป็นต้น

จะเรียกอย่างไรก็ตาม รวมความแล้วก็คือ องค์สังฆบิดร นั่นเอง
สมเด็จพระสังฆราช ในประเทศไทย ได้รับการยอมรับ เคารพ นับถือ จากประมุขสงฆ์ทั่วโลก ทั้งจากคณะสงฆ์เถรวาทและมหายาน เพราะประมุขสงฆ์และชาวพุทธทั่วโลก ต่างยอมยกให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก สังฆราชของประเทศไทยก็เปรียบเสมือนสังฆราช ของประมุขสงฆ์และชาวพุทธทั่วโลกนั่นเอง
หากรัฐบาลปล่อยให้ยืดเยื้อแบบนี้ จะส่งผลกระทบอย่างไร
1.ประมุขสงฆ์และชาวพุทธทั่วโลก จะเกิดข้อสงสัยในศรัทธา และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลไทยที่มีต่อคณะสงฆ์ไทย เพราะรัฐบาลที่ผ่านๆ มาประมุขสงฆ์ และชาวพุทธทั่วโลก ต่างมองเห็นและยกย่องถึงศรัทธาและวิธีปฏิบัติที่เคารพนอบน้อมต่อคณะสงฆ์โดย รวม ผ่านวิถีชีวิต และกิจกรรมต่างๆ เช่น งานวิสาขบูชาโลก มาฆบูชา เป็นต้น
2.การปล่อยให้เรื่องนี้ยาวนานออกไป หล่อเลี้ยงกระแสแห่งความขัดแย้งออกไป มีแต่จะทำให้สังคมสงฆ์อ่อนแอไปเรื่อยๆ และนำพาความขัดแย้งมาสู่สังคมไทย
ได้โปรดดำเนินการตามกฎหมายและจารีตประเพณีเถิด ก่อนที่เรื่องราวจะลุกลามบานปลายใหญ่โตกว่านี้ แล้ววันนั้นมันจะสายเกินแก้
ปล. พรุ่งนี้ติดตามเรื่อง ตำรวจภูธรภาค 7 จะตั้งข้อกล่าวหาและออกหมายเรียกอาตมาและคณะ...คอยติดตามที่นี่
พระเมธีธรรมาจารย์ (เจ้าคุณประสาร จนฺทสาโร)
22 กุมภาพันธ์ 2559

 

“พระพุทธองค์รวมหลักแห่งสันตินี้ไว้ในโอวาทปาฏิโมกข์

“พระพุทธองค์รวมหลักแห่งสันตินี้ไว้ในโอวาทปาฏิโมกข์ ว่า

 

1 การไม่ทำบาปทั้งปวง
2 การทำความดีให้ถึงพร้อม
3 การทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผุดผ่องใส”

พระเมธีธรรมาจารย์ (เจ้าคุณประสาร จนฺทสาโร)
22 กุมภาพันธ์ 2559