วันอังคารที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2559

งานเพื่อพระศาสนา

งานเพื่อพระศาสนา

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสติดต่อสัมพันธ์แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหลาย เรื่อง หลายประเด็นกับองค์กรพุทธ ภาคีเครือข่ายและเจ้าคณะพระสังฆาธิการทั่วประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในต่างจังหวัด และแทบไม่น่าเชื่อว่าจะตื่นตัวกันมากมายขนาดนี้
เวลานี้ในหลายภาคส่วนได้ติดต่อขอพูดคุยด้วยเป็นจำนวนมาก นี่เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลานี้
สำหรับการพูดคุยกันนั้น ส่วนใหญ่เริ่มต้นจากการให้กำลังใจ ชื่นชม ท่านทั้งหลายบอกว่าที่ผ่านมานั้น ดีแล้ว เห็นด้วย ขอให้เข้มแข็งและยืนหยัดต่อไปและให้รู้ด้วยว่าการดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ไม่ได้โดดเดี่ยว แต่ยังมีคณะสงฆ์และองค์กรพุทธจำนวนมากให้การสนับสนุน
ส่วนการพูดคุยกันในรายละเอียดนั้น แทบจะเป็นเสียงเดียวกันว่า ให้เดินไปข้างหน้า ให้เดินต่อไป อย่าท้อ อย่าถอย แม้จะมีบางคน บางกลุ่มจ้องโจมตีเล่นงานก็ตาม
ในส่วนของความร่วมมือในการทำงานนั้นพูดได้เพียงคร่าวๆ ว่ามีความชัดเจนมากขึ้นเพราะหลายท่าน หลายองค์กรก็ได้ให้ความร่วมมือในการทำงานด้วยกันมาก่อนแล้ว เพียงแต่คราวนี้ขอให้มีการประสานงานกันให้ชัดเจนและใกล้ชิดยิ่งขึ้น
สำหรับแผนงานที่จะทำในวันข้างหน้า จะสะดวก รวดเร็ว มีประสิทธิภาพและสัมฤทธิ์ผลมากยิ่งขึ้น เพราะมีผู้นำองค์กรภาคีเครือข่ายคณะสงฆ์ที่จะร่วมงานกันชัดเจนเป็นรูปธรรม
ในนามเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ขอกราบขอบคุณและขออนุโมทนาในเมตตาและน้ำใจของทุกท่าน ขอขอบคุณจากใจจริง เพราะเมื่อมีเวลาได้พูดคุยกันก็ได้รับรู้ถึงความรู้สึกนึกคิด ความห่วงใย และความปรารถนาที่จะทำงานร่วมกันโดยไม่หวั่นไหวใดๆทั้งสิ้น
ส่วนตัวมีกำลังใจมาก มากจริงๆ ที่ได้เห็นพลังที่พร้อมจะให้การสนับสนุนและขับเคลื่อนไปด้วยกัน ไม่เคยท้อ ไม่เคยถอย เพราะพวกเรามั่นใจว่า พวกเราได้เสียสละในการทำงานเพื่อพระศาสนาครับ

พระเมธีธรรมาจารย์ (เจ้าคุณประสาร จนฺทสาโร) ‪#‎เจ้าคุณประสาร‬
1 มีนาคม 2559


วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ความเคลื่อนไหวของพระนิสิต นักศึกษา

ความเคลื่อนไหวของพระนิสิต นักศึกษา

ระยะนี้เราจะเห็นความเคลื่อนไหวของพระนิสิต พระนักศึกษาของมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่งออกมาเป็นระยะๆ
ในความเป็นจริงแล้วกลุ่มพระหนุ่มเณรน้อยไม่ได้หลับใหล จำวัดโดยไม่สนใจความเป็นไปของคณะสงฆ์ องค์กรนิสิตทำงาน วิเคราะห์ ประเมินและเฝ้าติดตามสถานการณ์มาโดยตลอด
ข้อเสนอจากสภานิสิต มจร.ให้คณะสงฆ์คว่ำบาตรรัฐบาล เกิดจากความคิดที่ตกผลึกและสะท้อนความเป็นจริงของคณะสงฆ์ให้รัฐบาลได้รับ ทราบ เพราะองค์กรนิสิต มองเห็นว่า
1. มีกลุ่มบุคคล กลุ่มเล็กๆ เคลื่อนไหวโจมตีคณะสงฆ์และมหาเถรสมาคม อย่างต่อเนื่อง ไม่หยุด ไม่สำนึก
2. ฝ่ายรัฐไม่เคยคิดจะยุติปัญหา แต่หล่อเลี้ยงกระแสแห่งความขัดแย้งออกไปไม่มีที่สิ้นสุด
3. ไม่มีความยุติธรรมใดๆจากฝ่ายอำนาจรัฐ ฝ่ายหนึ่งทำอะไรก็ได้ ไม่ผิดแต่อีกฝ่ายหนึ่งทำอะไรก็ผิดไปหมด

จากนี้ไปเราจะเห็นองค์กรพระนิสิต พระนักศึกษา รวมกันทั้งประเทศเพื่อเคลื่อนไหวในกรณีดังกล่าว อย่างทรงพลังต่อไป

พระเมธีธรรมาจารย์ (เจ้าคุณประสาร จนฺทสาโร) ‪#‎เจ้าคุณประสาร‬
29 กุมภาพันธ์ 2559


เราอยู่บนโลกใบนี้ เราต้องอดทนได้ทั้งโลกธรรม

เราอยู่บนโลกใบนี้ เราต้องอดทนได้ทั้งโลกธรรม

ฝ่ายอิฏฐารมณ์ (ฝ่ายพอใจ4) และฝ่ายอนิฏฐารมณ์ (ฝ่ายไม่พอใจ4)
สรรเสริญ นินทา ด่าทอให้ร้าย เป็นเรื่องปกติ อย่าหลงใหลพองตน และอย่าจิตตกเศร้าหมอง

พระเมธีธรรมาจารย์ (เจ้าคุณประสาร จนฺทสาโร)
‪#‎เจ้าคุณประสาร‬



ศาสนา มีความสำคัญมาก

ศาสนา มีความสำคัญมาก ในการช่วยกล่อมเกลาโน้มน้าวจิตใจ และสร้างสำนึกทางศีลธรรมต่อสังคม


ยิ่งบีบ ยิ่งโป่งพอง

ยิ่งบีบ ยิ่งโป่งพอง

 

สถานการณ์ในขณะนี้ อาตมาได้รับแจ้งข่าว บอกเล่า ปรับทุกข์ จากวัด สถานศึกษาของคณะสงฆ์ ในหลายที่หลายแห่งทั่วทุกภูมิภาคว่า บัดนี้ มีทหารเข้าไปสอบถาม ห้ามปรามเพื่อไม่ให้เคลื่อนไหวใดๆ
อาตมาอยากบอกผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองว่า อย่าใช้วิธีการนี้เลย โลกยุคใหม่ โลกแห่งความรู้และข้อมูลข่าวสาร วิธีคิดและการปฏิบัติในระบบอำนาจนิยมแบบเก่าและการใช้กำลังทหารเข้าไปบีบ บังคับนั้น เป็นวิธีการที่ล้าหลัง ไม่พัฒนา และไม่สอดรับกับแนวคิด วิถีชีวิตของคนในสังคมยุคใหม่
ในส่วนของพระสงฆ์นั้นชัดเจน ชัดเจนทั้งในแนวคิดและการปฏิบัติ ไม่มีอะไรซับซ้อนเพราะจุดมุ่งหมายสำคัญที่เข้าใจตรงกันในเวลานี้คือ ร่วมมือร่วมใจกันปกป้องคณะสงฆ์ทั้งสังฆมณฑล
ดังนั้น การออกไปร่วมกันเจริญพระพุทธมนต์ครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 ณ พุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ที่ผ่านมานั้นเป็นเพียงบทเริ่มต้นแห่งคณะสงฆ์ที่พร้อมใจกัน ส่งสัญญาณไปถึงรัฐบาล
นี่เป็นเพียงบทเริ่มต้นในการเคลื่อนย้ายครั้งสำคัญในวงการสงฆ์เท่านั้น เพราะเหตุการณ์ทั้งหลายทั้งปวงจะสงบ และกลับมาปกติได้ก็ด้วยการให้ความเคารพ ให้เกียรติกับสถาบันสงฆ์บ้าง
การแก้ปัญหาจากฝ่ายอำนาจรัฐโดยให้ทหารในพื้นที่เข้าไปบีบ ไปบังคับ ไปสอบถาม ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นหรือคลี่คลายอะไรได้เลย ตรงกันข้ามกลับจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก
ดังนั้น การพูดคุย การเจรจาระหว่างฝ่ายรัฐกับคณะสงฆ์คือการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

พระเมธีธรรมาจารย์ (เจ้าคุณประสาร จนฺทสาโร) ‪#‎เจ้าคุณประสาร‬
27 กุมภาพันธ์ 2559


วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

รัฐบาลยันไม่มีแนวคิดประชาพิจารณ์แต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช

รัฐบาลยันไม่มีแนวคิดประชาพิจารณ์แต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช

 

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าว เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ สรุปความว่า
1. รัฐบาลไม่มีแนวคิดเรื่องการทำประชาพิจารณ์การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช
2. ปัญหาของพระให้พระจัดการกันเอง บนพื้นฐานที่ไม่ขัดแย้งกัน
3. การแก้ปัญหาให้ยึดหลักกฎหมาย และระเบียบเป็นที่ตั้ง

ในความเป็นจริงแล้วปัจจุบันปัญหาของคณะสงฆ์ไม่ได้เกิดขึ้นแต่ภายในของคณะสงฆ์เองเป็นฐานเริ่มต้นก่อตัวแห่งปัญหา
แต่ปัญหาเกิดจากบุคคลบางกลุ่มบางพวกที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกลุ่มการ เมืองและกลุ่มอำนาจรัฐ เซ็ตเรื่อง เซ็ตระบบ เซ็ตปัญหา เพื่อโยงใยความขัดแย้งทั้งหมดโยนเข้ามาสู่วงการคณะสงฆ์ เพื่อให้คนทั่วไปมองว่าคณะสงฆ์ในปัจจุบันมีแต่ปัญหา มีความขัดแย้ง ซุกของเน่าของเหม็นไว้ใต้พรม เมื่อเป็นแบบนี้แล้วจะต้องได้รับการแก้ไขและปฏิรูปทั้งระบบโดยด่วน
การกระทำของกลุ่มบุคคลดังกล่าวเป้าหมายที่แท้จริงนั้นไม่ได้คิดและหวังดีต่อคณะสงฆ์ตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด
เป้าหมายที่แท้จริงกลับไปอยู่ที่ผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องเป็นสำคัญ ยกตัวอย่าง เช่น ต้องการจะฉีก พ.ร.บ.สงฆ์ ล้มการปกครองคณะสงฆ์โดยมหาเถรสมาคมและนำไปสู่การปกครองภายใต้ พ.ร.บ.สงฆ์ฉบับใหม่ที่พวกเขากำหนดขึ้นมาเอง เช่น พ.ร.บ.พุทธบริษัท เป็นต้น
สำหรับการปฏิบัติการของคนกลุ่มนี้จะมีการจะวางแผนงานอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างเรื่อง สร้างความปั่นป่วนวุ่นวายสับสนดังที่กล่าวมา วิธีการเช่นนี้รัฐบาลมองไม่เห็นว่าเป็นปัญหาหรือวิเคราะห์แยกแยะไม่ออก และแม้กระทั่งหน่วยงานของรัฐด้านการข่าว เช่น การข่าวด้านความมั่นคง ทหาร ตำรวจ ที่มีอยู่ในประเทศนี้จะไม่รายงานข้อเท็จจริงและความเคลื่อนไหวที่ผิด ธรรมชาติเหล่านี้ให้รัฐบาลได้ทราบข้อมูล ข้อเท็จจริงบ้างเลยหรือ
สำหรับ 3 ประเด็นหลักที่ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงนั้นมีข้อน่าสังเกต ดังนี้
1.การทำประชาพิจารณ์ ในเรื่องนี้ปัญหาเกิดจากฝ่ายรัฐบาลโดยแท้ รัฐบาลพูดให้ข่าวตั้งแต่ต้น เช่น เรื่องดีเบตพระ เวลานี้ก็เรื่องการทำประชาพิจารณ์ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช พอถูกท้วงติงจากพระสงฆ์และหลายภาคส่วน โฆษกก็ออกมาแก้ข่าวว่า ไม่เคยมีแนวคิดในเรื่องนี้ ทั้งที่ฝ่ายรัฐเป็นฝ่ายออกมาพูด สำหรับกรณีการทำประชาพิจารณ์ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช แค่คิดก็เป็นตลกร้ายในวงการสงฆ์แล้ว
2.ปัญหาของพระให้พระจัดการกันเอง บนพื้นฐานที่ไม่ขัดแย้ง ในเรื่องดังกล่าว ถ้าเป็นปัญหาภายในของคณะสงฆ์จริงๆ และพระรูปนั้นยอมรับกฎหมายสงฆ์ กฎหมายบ้านเมือง คณะสงฆ์ก็สามารถจะบริหาร จัดการและแก้ปัญหาภายในนี้ได้ แต่ปัจจุบันปัญหาเรื่องนี้ ทั้งเรื่องตัวบุคคลและเรื่องราวทั้งปวงที่บานปลายมาจนทุกวันนี้เริ่มต้นมา จากเรื่องการเมือง กลุ่มการเมืองและโยงใยร้อยรัดถึงอำนาจฝ่ายรัฐ ฝ่ายที่มีอำนาจรัฐอยู่ในมือในขณะนี้
ข้อเสนอง่ายๆ ที่สามารถทำได้ ทำได้เลยและหยุดชะงักยับยั้งได้ทันทีก็คือ ให้ "รัฐบาลกระซิบบอกพระบางรูปและคนบางคนให้หยุดสร้างความขัดแย้งในวงการสงฆ์ได้ แล้ว" ให้หยุดทันที วิธีนี้ง่ายที่สุด ดีที่สุด เห็นผลในทันที ดีกว่าวิธีที่โฆษกประจำสำนักนายกฯ เสนอมาเสียอีก..ดีกว่าเยอะ
3.การแก้ปัญหา ให้ยึดหลัก พ.ร.บ.สงฆ์ กฎหมาย พระธรรมวินัย และยังพูดย้ำอีกว่า ทั้งพระภิกษุ ข้าราชการ และประชาชน ถ้าทำผิดกฎหมาย ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกัน
ประเด็นนี้สำคัญมาก สำคัญจริงๆ อยากถามไปที่ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีว่า ใครกันเล่าที่เพิกเฉย ละเลย ไม่ปฏิบัติตามทั้ง พ.ร.บ.สงฆ์ กฎหมายและพระธรรมวินัย
ใคร คนใด กลุ่มไหน ตอบได้หรือไม่ ตอบได้ไหม ?
ย้ำอีกครั้ง สำหรับคำพูดหรือวลีเด็ดที่ว่า "ทั้งพระภิกษุ ข้าราชการและประชาชน ถ้าทำผิดกฎหมาย ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกัน" ขอให้ทุกฝ่ายจดจำและท่องวลีนี้ให้ขึ้นใจ
สิ่งสำคัญที่สุด ที่คนมองเห็นและรับรู้ได้อย่างเป็นรูปธรรมในประเทศนี้คือ การปฏิบัติหรือการกระทำ ไม่ใช่คำพูด ไม่ใช่วจีที่ไพเราะ แต่ไม่ได้ปฏิบัติตาม กฎหมายในประเทศนี้จะต้องอำนวยความยุติธรรมกับทุกคนทุกฝ่ายอย่างเสมอภาคกัน ไม่เว้นพระเว้นโยม ไม่เว้นพรรคเว้นพวก ไม่เว้นแม้แต่คนที่มีบุญคุณเกื้อหนุนกันมาให้ขึ้นสู่ตำแหน่งหน้าที่ และไม่เว้นแม้แต่อาจารย์ของตนเอง ไม่มีข้อยกเว้นจริงๆ
โปรดอย่าเลือกปฏิบัติ หรือบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มแข็งเอาจริงเอาจังกับคนบางคนบางกลุ่ม แล้วแกล้งเพิกเฉย ละเลยไม่บังคับใช้กับบางกลุ่มบางพวก จนกลายเป็นปัญหาใหญ่โตของประเทศและลุกลามเข้ามาสู่วงการสงฆ์เหมือนใน ปัจจุบัน
บ้านเมืองต้องมีความยุติธรรม (อวิโรธนะ) พระภิกษุ ข้าราชการและประชาชน จะต้องได้รับการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเสมอภาคกันอย่างแท้จริง ไม่ใช่สักแต่พูด ไม่เช่นนั้น ความสงบ ปรองดองและสันติ จะไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นในประเทศนี้อย่างแน่นอน

พระเมธีธรรมาจารย์ (เจ้าคุณประสาร จนฺทสาโร) ‪#‎เจ้าคุณประสาร‬
26 กุมภาพันธ์ 2559


กรณีพระสงฆ์แสดงเจตจำนงแสดงตนจะไปร่วมเป็นพระผู้ต้องหา

กรณีพระสงฆ์แสดงเจตจำนงแสดงตนจะไปร่วมเป็นพระผู้ต้องหา

 

 

จากกรณีที่พระสงฆ์ส่วนใหญ่แสดงเจตจำนงมาที่อาตมาจำนวนมากว่า หากตำรวจมีหมายเรียกมาถึงอาตมาวันไหน เมื่อไหร่ จะไปรวมตัวกันที่ สภ.พุทธมณฑล เพื่อให้ดำเนินคดีด้วยกัน เพราะท่านเหล่านั้นก็ไปร่วมเจริญพระพุทธมนต์เช่นเดียวกัน
เมื่อข่าวนี้ปรากฏออกไป มีบางคน บางท่าน กล่าวหาอาตมาต่างๆนาๆ เช่นกล่าวหาว่าข่มขู่ ปลุกระดม เป็นต้น ... แปลก แปลกจริงๆ
ที่ว่าแปลกคือขณะนี้จะเรียกว่า อาตมาโดน (ไม่อยากเรียกว่าถูกข่มขู่ คุกคาม) มาทุกรูปแบบ พระที่ไปร่วมเจริญพระพุทธมนต์หลายวัดในต่างจังหวัด มีเจ้าหน้าที่ทหารเข้าไปประกบสอบถามถึงในวัด ในอาราม
ทหารถามว่า ท่านได้ไปร่วมชุมนุมในวันนั้นไหม และได้นำพาพระเณรไปร่วมด้วยหรือเปล่า
สำหรับญาติโยมที่ติดตามพระสงฆ์ไปด้วยความเป็นห่วง และนำอาหารเพลไปถวายในฐานะพุทธศาสนิกชน กลับได้รับผลตอบแทนที่น่าเป็นห่วงยิ่งเพราะขณะนี้พวกเขาถูกคุกคามในหลายรูป แบบและเจ้าหน้าที่ตำรวจในหลายท้องที่ก็เริ่มทยอยออกหมายเรียกเป็นรายคน
ขณะนี้พระสงฆ์ที่ไปร่วมเจริญพระพุทธมนต์ในวันนั้นจึงรู้สึกอัดอั้นตันใจ ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากฝ่ายอำนาจรัฐ ทั้งที่มีข้อตกลงร่วมกันด้วยดีกับฝ่ายรัฐบาลและเมื่อมีข้อตกลงร่วมกันแล้ว จึงเดินทางกลับด้วยความสงบเรียบร้อย
สำหรับคณะสงฆ์ส่วนใหญ่ที่แสดงเจตจำนงที่จะปฏิบัติตามและยอมรับกฎหมายบ้าน เมืองในครั้งนี้ กลับถูกกล่าวหา ด่าทอว่าข่มขู่ ปลุกระดม สร้างความแตกแยกหรือแม้กระทั่งท้าทายอำนาจรัฐ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วจะให้ปฏิบัติอย่างไร...
จะให้ปฏิบัติอย่างไร ช่วยบอกที

อาตมาและคณะสงฆ์เดินตามกรอบ ตามระเบียบแบบแผน ตามกฎหมายบ้านเมืองทุกประการ แต่กลับถูกใส่ร้ายป้ายสี ถูกกล่าวหา ถูกมองด้วยอคติ มองว่าเป็นนักเลงท้าทายอำนาจรัฐ
ทั้งหมดทั้งปวงนี้ อาตมาจึงบอกว่า วันนี้เราไม่ได้รับความเป็นธรรมจากทุกฝ่าย จึงต้องแสวงหาความเป็นธรรมในบ้านเมืองนี้ต่อไป แม้จะริบหรี่เต็มทีก็ตาม

พระเมธีธรรมาจารย์ (เจ้าคุณประสาร จนฺทสาโร) ‪#‎เจ้าคุณประสาร‬
24 กุมภาพันธ์ 2559